หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Stocks Mania

Tulip Mania


สถานการณ์หรือภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง เก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งในตลาดของทรัพย์สินต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว


ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกและในไทยช่วงที่ผ่านมาหลายสิบปี เท่าที่ผมยังจำความได้ และแน่นอนต้องนึกถึงประวัติของการเก็งกำไรระดับโลกที่ได้จารึกไว้และเล่าขานต่อเนื่องกันมานานคือเรื่องการเก็งกำไรอย่าง บ้าคลั่งในหัวดอกทิวลิปที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ช่วงปี ค.ศ. 1634-1637 ซึ่งเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Tulip Mania

เล่ากันว่าช่วงนั้นผู้คน ขายบ้านขายช่องเพื่อจะนำเงินมาซื้อหัวทิวลิปมีลวดลายสวยงาม ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสหรือจะเกิดจากอะไรก็ตามที่ทำให้มันแปลกตาและหายาก ทำให้คน อยากเล่นเพื่อที่จะ ขายต่อให้คนอื่นที่จะเข้ามาบิดราคาเพื่อจะซื้อและ ขายต่อให้กับคนอื่นไปเรื่อย ๆ ผ่าน ตลาดล่วงหน้าที่เป็น สัญญากระดาษ


ว่ากันว่าช่วงที่ราคาหัวทิวลิปขึ้นสูงสุดนั้น ทิวลิปที่ สวยจริง ๆจะมีราคาเท่ากับรายได้ของช่างชำนาญงานถึง 10 ปี คนที่เล่นเก็งกำไรหัวทิวลิปนั้นมีตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงคนร่ำรวย คนชั้นสูงและขุนนางที่ ทนไม่ไหวกับการเห็นคนอื่น รวยเอาๆ อย่างง่ายๆโดยการเข้าไปซื้อหัวทิวลิปในตลาด


แน่นอนราคาของหัวทิวลิป ที่ขึ้นไปจน เกินพื้นฐานมากๆ นั้น ในที่สุดก็อยู่ไม่ได้และตกลงมา จนแทบจะไม่มีค่าหรือเท่ากับพื้นฐานของมัน ว่าที่จริงมูลค่าที่แท้จริงของทิวลิป ถ้าไม่คิดถึงสีสันลวดลายของมันที่เป็นเรื่องของจิตใจแล้ว มันก็คือดอกไม้ธรรมดาๆ ที่มีค่าน้อยมาก การที่คนให้คุณค่ามันมากมายนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ คุณค่าของการ เก็งกำไรคือซื้อเพื่อหวังจะขายต่อในราคาสูงขึ้น แต่ตัวของมันสร้างรายได้หรือทำเงินน้อยมาก


หลังจากกรณี ฟองสบู่ดอกทิวลิปโลกและประเทศไทยเองก็มีประวัติศาสตร์ของการเก็งกำไรมาเรื่อย ๆ ราวกับว่าคนไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ในครั้งนั้น หรือถ้าจะอธิบายอีกทางหนึ่งคือ คนไม่ได้สนใจว่า จุดสุดท้ายจะเป็นอย่างไร พวกเขาอาจจะเพียงแต่คิดว่าในระหว่างที่ราคากำลังขึ้นอย่าง บ้าคลั่งนั้น โอกาสทำเงินนั้นสูงลิ่ว ยิ่งรอก็ยิ่งเสียโอกาสดังนั้นเขาจึงเข้าไปเล่น เหนือสิ่งอื่นใด ฟองสบู่แต่ละครั้งมักจะอยู่นานเป็นปีๆ


ในไทยเองนั้น ยังจำได้ว่าช่วงที่ผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ ซึ่งประมาณเกือบ 40 ปีมาแล้ว ผมจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่อยู่ๆ คนไทยเริ่มสนใจและเริ่มซื้อขายหินสวยงามชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า โป่งข่ามนี่คือหินมีสีและลวดลายแปลกๆ ในแต่ละเม็ดไม่ซ้ำกัน ขนาดของแต่ละเม็ดแตกต่างกันไปตามธรรมชาติของหิน เมื่อได้มาแล้วคนก็จะนำไปเจียระไน เพื่อนำไปทำหัวแหวนและเครื่องประดับอื่นๆ เพื่ออวดกันในหมู่เพื่อนฝูง

เมื่อความนิยมในสังคมมีมากขึ้น การซื้อขายเปลี่ยนมือก็ตามมา หนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ก็เริ่มตีพิมพ์เรื่องราวและความสวยงามของหินชนิดนี้ และแล้วเรื่องราว ปาฏิหาริย์ก็ตามมา บ้างว่าเมื่อสวมใส่โป่งขามแล้วทำให้โชคดี บ้างอ้างว่ามี พลังในตัวทำให้โรคภัยบางอย่างของผู้สวมใส่ เช่นอาการหืดหอบหาย ผู้หญิงบางคนบอกว่าใส่โป่งข่ามแล้วทำให้ใบหน้า มีน้ำมีนวลขึ้นราคาของโป่งข่ามพุ่งขึ้นไปสูงมาก บางเม็ดอาจจะขึ้นไปเป็นหมื่นหรือเท่าไรจำไม่ได้เนื่องจากไม่ได้เข้าไป เล่นเลย แต่หลังจากนั้นความนิยมลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีราคา เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้วว่าโป่งข่ามนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อราวซัก 10 ปีที่ผ่านมา เราคงจำกันได้ว่าคนไทยเริ่ม บ้าจตุคาม ที่เป็นเหรียญเข้าใจว่ามีคนจัดทำขึ้นเพื่อเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นจากนครศรีธรรมราชถ้าผมจำไม่ผิด ต่อมาก็มีคนจัดทำมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่วัดหรือหน่วยงาน จะหารายได้มาทำนุบำรุงองค์กรของตน เมื่อทำกันมากขึ้นเริ่มมีเรื่องราว ปาฏิหาริย์ตามมา

บางคนเริ่มสนใจความ งดงามของจตุคาม ที่ออกกันมามากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนแขวนจตุคาม เต็มคอกลายเป็นแฟชั่นและเช่นเคยสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์เริ่มจับเรื่องนี้มาเล่น ราคาของจตุคามบางรุ่นถูก ไล่ราคาขึ้นไป ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นที่แพงมากๆ เป็นเท่าไร แต่ราคาระดับแสนบาทน่าจะมีอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามการเล่นจตุคามตกลงรวดเร็ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ Supply หรือของใหม่นั้นออกมาได้เร็ว และมากอย่างไม่มีข้อจำกัด เดี๋ยวนี้คนเลิกหมดแล้ว และผมเชื่อว่าจตุคามที่เคยโด่งดังคงมีราคาน้อยมาก


ความ บ้าคลั่งของการเก็งกำไรมีผลกระทบ ระดับชาติของไทย คือการเล่น แชร์แม่ชม้อยซึ่งเป็น แชร์ลูกโซ่กองแรกๆ ของไทยเมื่อประมาณซัก 35 ปีก่อน นั่นคือ เจ้ามือเสนอการลงทุนในอะไรบางอย่างที่กำลัง ร้อนแรงเช่น น้ำมันในกรณีแม่ชม้อย คนที่เข้ามาเล่นจะต้องจ่ายเงินค่าแชร์ เช่น ซื้อน้ำมันหนึ่งคันรถ อาจจะเท่ากับ 10,000 บาท หลังจากนั้นแต่ละเดือน เขาจะได้เงินปันผลตอบแทนเช่น 1,000 บาททุกเดือน

แน่นอน เงินไม่ได้นำไปลงทุนซื้อน้ำมัน แต่นำไปจ่ายเป็นปันผลให้กับคนที่ลงทุนมาก่อน ตราบใดที่ยังมีคนใหม่มาลงทุนเพิ่ม คนเก่าที่ลงทุนไว้ก็จะได้ผลตอบแทนดีเยี่ยมเดือนละ 10% ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้คนที่ยังไม่ได้ลงทุนเห็น และอยากเข้ามาลงทุน เพราะเป็นหนทางทำเงินได้ง่ายๆ บางคนอาจจะ ขายบ้านมาลงทุน เพราะ ถ้าอยู่ได้ถึงปี เงินได้คืนมาหมดแล้วซึ่งเชื่อว่ามีหลายคนเข้ามาตั้งแต่แรกๆ และอยู่ได้เกินปีแต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เงินคืนเลย เพราะเมื่อได้ปันผลมา เขาก็ โลภแทนที่จะเก็บไว้ กลับนำไปลงทุนต่อ ซึ่งทำให้ต้องหมดตัวเมื่อแชร์ ล้ม


สุดท้ายเรื่องความ บ้าคลั่งของการเก็งกำไรที่แทบทุกประเทศต้องเคยประสบ ถ้าตลาดหุ้นไม่ได้เพิ่งเกิด คือการเก็งกำไรหุ้นรุนแรงจนกลายเป็น ฟองสบู่แน่นอนประวัติศาสตร์ได้จารึกเรื่อง ฟองสบู่เซ้าท์ซีและฟองสบู่ปี 1929 ในตลาดสหรัฐ ที่มีผลกระทบกว้างขวางทั่วโลกและกระทบไปถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อ ฟองสบู่แตกราคาหุ้นตกลงมาเหลือราว 10% แต่ความบ้าคลั่งหรือฟองสบู่ขนาดย่อมนั้นเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่ละครั้งมักทิ้งเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 15-20 ปีขึ้นไป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับภาพรวมของประเทศอาจมีน้อย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่อยู่ในตลาดแล้ว บ่อยครั้งเป็น หายนะเกือบทุกครั้งที่เกิดขึ้น แทบจะไม่มี สัญญาณเตือนหรือมีก็ ไม่มีใครเชื่อเหตุเพราะ ฟองสบู่มักเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดีเยี่ยม โดยทั่วไปมักเริ่มต้นจากเศรษฐกิจกำลังเติบโตดี เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่พื้นฐานใหม่ เช่น การเปิดเสรีทางการเงิน” “การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” “การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจใหม่หรือไม่หลายเรื่องประกอบกัน ที่ทำให้คนเห็นว่า หุ้นมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ และยังไม่เห็นว่าจะมีอะไร ทำให้ราคาที่สูงลิ่วนั้นคงอยู่ไม่ได้ ต่อเมื่อหุ้นตกลงแล้ว คนถึงได้รู้ว่าราคาที่เห็นเป็น ฟองสบู่


ก่อนจบบทความนี้ คงต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยเวลานี้เป็นฟองสบู่แล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ เพียงแต่รู้สึกว่าช่วงเวลานี้ คนไทยไม่น้อยสนใจลงทุนในหุ้นกันมากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ดังนั้นถ้าจะบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วง “Stocks Mania” หรือคนกำลังคลั่งไคล้ในหุ้นคงไม่ผิดจากความจริงมากนัก

Tags : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงทุนอย่างสบายใจ


ลงทุนอย่างสบายใจ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนในหุ้นนั้น หลาย ๆ คนมักจะรู้สึกเครียดและมีกังวลอยู่ตลอดเวลา เขากลัวว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดในประเทศไทยหรือในโลกนี้ซึ่งจะทำให้หุ้นตกทั้งตลาดและทำให้หุ้นเขาตกลงไปด้วย เขากังวลว่าหุ้นตัวที่เขาถืออยู่อาจจะมีปัญหาหรือมีเหตุการณ์ไม่ดีซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาอย่างหนักและทำให้เขาขาดทุนมากมายอย่าง ไม่คาดฝันการลงทุนในหุ้นดูเหมือนว่าจะมี ต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเงินแฝงอยู่นั่นก็คือ ความกังวลและความไม่สบายใจ และนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นบ่อยเพื่อ ลดความไม่สบายใจในสถานการณ์ที่ ไม่แน่นอนแต่นี่มักจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราลดลงในระยะยาว คำถามก็คือ จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เราสามารถลงทุนอย่างสบายใจได้?

สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของผมก็คือ
ข้อแรก จงตั้งความหวังผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในหุ้นให้เหมาะสมนั่นก็คือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเฉลี่ยประมาณ 10% ถ้าเราคิดว่าเรามีความสามารถสูงมาก ก็อาจจะตั้งความหวังได้สูงขึ้น แต่สูงสุดไม่ควรเกิน 15% ต่อปี โดยคำว่าระยะยาวของผมนั้นจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป การตั้งความหวังที่เหมาะสมนั้นจะทำให้เรามีโอกาสบรรลุผลได้ไม่ยากเกินไปซึ่งจะทำให้เราไม่ต้อง เร่งผลตอบแทนโดยวิธีการต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไม่ต้องเล่น หุ้นร้อนหรือ ไม่ต้องใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้น เป็นต้น ซึ่งทำให้เราสามารถลงทุนหุ้นได้แบบ ชิว ๆ

ข้อสอง เลือกซื้อหุ้นที่เน้นความปลอดภัยของตัวกิจการเป็นหลัก นี่คือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าในด้านของธุรกิจ เป็นกิจการที่ไม่ล้ำสมัยแต่ไม่ล้าสมัย เป็นกิจการที่เป็น ผู้นำมีฐานะทางการเงินดี และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกก็คือ เป็นกิจการที่เราเองมีโอกาสได้พบเห็นหรือได้ใช้บริการเป็นประจำ

ข้อสาม ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นอย่างเหมาะสม นั่นก็คือ ถ้ามีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ก็ควรต้องมีหุ้นอย่างน้อยประมาณ 5 ตัวโดยที่ตัวใหญ่สุดไม่ควรจะเกิน 30% ของพอร์ต นอกจากนั้น ควรจะถือหุ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม แต่ถ้ามีเงินลงทุนค่อนข้างมากเช่นเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป หุ้นที่ลงก็อาจจะมากขึ้นไปได้ แต่ก็ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะมิฉะนั้นเราก็อาจจะมีหุ้นที่เป็น เบี้ยหัวแตกที่ทำให้เราขาดการเอาใจใส่และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราด้อยลงไปได้ โดยทั่วไปแล้ว ผมคิดว่าถ้ามีเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ควรถือหุ้นเกิน 10-15 ตัว

ข้อสี่ เราควรพยายามตั้งเป็นกฎคร่าว ๆ ว่าในแต่ละปีเราจะมีการซื้อขายหุ้นไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน กฎง่าย ๆ ของผมก็คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นของเราในแต่ละปีไม่ควรจะเกิน 2 เท่าของขนาดของพอร์ตของเรา เช่น ถ้าพอร์ตของเราเท่ากับ 1 ล้านบาทในตอนต้นปี เราควรซื้อขายหุ้นในปีนั้นไม่เกิน 2 ล้านบาท นั่นแปลว่า เราจะถือหุ้นแต่ละตัวเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ย ถ้าเราซื้อขายหุ้นมากกว่านั้นก็แสดงว่าเราอาจจะถือหุ้นสั้นเกินไปและอาจจะหมายความว่าเราเป็น นักเก็งกำไรแทนที่จะเป็น นักลงทุนและประเด็นของผมก็คือ การเป็นนักเก็งกำไรนั้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดสูงกว่านักลงทุนมาก

ข้อห้า อย่าสนใจการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัวมากนัก พยายามมองภาพรวมของพอร์ตหุ้นว่าเติบโตขึ้นหรือลดลง การไปเน้นดูหุ้นแต่ละตัวก่อให้เกิดความเครียดเพราะเราจะพบหุ้นที่มีราคาตกลงไปมากและอาจจะพยายามไปทำอะไรกับมันที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดี ที่สำคัญก็คือ อย่าไปดูราคาหุ้นทุกตัวทุกวัน วิธีที่ผมแนะนำก็คือ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เราก็คำนวณดูว่าพอร์ตการลงทุนของเราเป็นเท่าไรโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอยู่มากมาย โดยการดูเป็นพอร์ตนี้ เราก็จะเห็นว่าความผันผวนมันน้อยลงเมื่อเทียบกับหุ้นแต่ละตัว และนี่ทำให้เราเครียดน้อยลง และถ้าเราลงทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย เราก็ควรจะเห็นพอร์ตของเราโตขึ้นอย่างช้า ๆ และมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป

ข้อหก การที่เราจะทำอะไรกับหุ้นแต่ละตัวนั้น ไม่ควรจะเน้นไปที่ด้านของราคาหุ้นรายวัน สิ่งที่เราควรทำก็คือ ทุกไตรมาศ เราต้องติดตามดูว่าผลประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร มันเป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ไหม? เช่น ดีขึ้น ดีขึ้นมาก แย่ลง แย่ลงมาก เพราะอะไร? จากนั้นก็สามารถนำมาตัดสินได้ว่าเราจะทำอะไรกับหุ้น โดยปกติถ้าเราลงทุนหุ้นถูกตัวแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มักจะไม่ต้องทำอะไร แต่ในบางกรณีที่เราคาดการณ์ผิด เราก็อาจจะขายทิ้งได้ เช่นเดียวกัน บางครั้งเราก็อาจจะซื้อเพิ่ม โดยวิธีนี้ เราก็ไม่ต้องกังวลเป็นรายวันกับราคาของหุ้นมากนัก

ข้อเจ็ด เมื่อเราได้รับปันผลมา อย่านำเงินไปใช้หรือเอาออกจากพอร์ตถ้าไม่จำเป็น นำปันผลนั้นกลับไปซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ตเพื่อทำพอร์ตให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นหลักการลงทุนแบบทบต้นซึ่งจะทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นแบบทวีคูณ เป้าหมายของเราควรจะตั้งไว้ว่าเราต้องการสร้างพอร์ตนี้เพื่อเป็นเงินเพื่อการเกษียณหรือเป็นเงินมรดกเพื่อลูกหลาน เงินที่เราจะนำไปใช้จ่ายนั้นควรเป็นเงินที่เราทำมาหาได้จากน้ำพักน้ำแรงมากกว่า ถ้าคิดได้แบบนี้ เราก็จะสบายใจว่านี่เป็น เงินเย็นที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนานเราจะเครียดน้อยลง

ข้อแปด ทุกปี เราต้องคำนวณหาผลตอบแทนประจำปีดูว่าเราทำได้เท่าไรเทียบกับผลตอบแทนของตลาดและเทียบกับเป้าหมายระยะยาวของเราซึ่งก็คือ 10-15% ที่เราตั้งไว้ ถ้าเราทำได้ดีกว่าตลาดและดีกว่าเป้า เราก็ควรจะดีใจโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าเราทำได้แพ้ตลาดแต่ยังทำได้ตามเป้าเราก็ยังควรจะดีใจเพราะในไม่ช้าเป้าหมายระยะยาวของเราก็ไปได้ถึง แต่ถ้าเราแพ้ทั้งตลาดและก็ไม่ได้ตามเป้าส่วนตัวของเรา เราก็อาจจะเสียใจบ้างแต่ก็ควรจะดูต่อไปว่าปันผลที่ได้รับในปีนั้นของเราเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามันยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นก็อาจจะเป็นเครื่องปลอบเราว่าที่จริงการลงทุนของเรานั้นไม่ได้ผิดพลาด มันยังก้าวหน้าไป เพียงแต่ในระยะสั้น ๆ ตลาดหุ้นอาจจะไม่เป็นใจทำให้ราคามันลดลง แต่ในอนาคต มันก็คงจะปรับตัวขึ้นไปได้ไม่ยาก ว่าที่จริง ในระยะยาวจริง ๆ แล้ว ปันผลนั้นถือว่าเป็นเครื่องวัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งว่า เราลงทุนได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่น่าประทับใจ เราก็ไม่มีอะไรต้องวิตกเลย

ทั้งหมดนั้นก็เป็นกลวิธีการลงทุนที่จะทำให้เรามีความสบายใจ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เครียด และได้ผลดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีงานประจำเต็มเวลา การลงทุนแบบนี้เปรียบไปก็จะคล้าย ๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ยืนต้นที่เราเฝ้าดูแลมันเติบโตขึ้นช้า ๆ แต่มั่นคง โดยที่เราไม่ต้องเร่งมัน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เราก็จะได้อาศัยร่มเงาและผลของมันมากินได้ต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่พึ่งของเราได้

****************************

ลงทุนอย่างสบายใจ

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Monday, 27 February 2012

ที่มา : http://portal.settrade.com/blog/nivate/2012/02/27/1101

ขอบคุณแหล่งข้อมูลครับ

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักเศรษฐศาสตร์ชี้หมดยุค'บาทอ่อน'


นักเศรษฐศาสตร์ชี้หมดยุค "บาทอ่อน" เงินทะลักอย่างน้อย2ปี-แนะรัฐบาลเร่งลงทุนเมกะโปรเจค

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน)(BBL) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทจะยังแข็งค่าต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดี สภาพคล่องล้น โดยนักลงทุนต้องแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ซึ่งไทยยังน่าสนใจ และการที่เงินบาทแข็งค่าในรอบนี้จะมีความแตกต่างจากอดีต โดยปกติค่าเงินไทยจะแข็งค่าตามประเทศภูมิภาคเอเชีย แต่รอบนี้ ไทยกลับแข็งค่าขึ้นมาก่อนประเทศอื่นๆ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งสถานการณ์ก็จะคลี่คลาย จึงไม่ควรกังวล

"เงินบาทขณะนี้มีความผันผวนในระยะสั้น อย่าตื่นตกใจการที่แข็งค่าไปจนถึงระดับ 29.67 บาทต่อดอลลาร์ เกิดจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และเมื่อเงินบาทแข็งค่าผู้ส่งออกไทย ก็ต้องปิดความเสี่ยงโดยเฉพาะช่วงที่ทะลุ 30 บาท พอทุกคนแห่ไปปิดความเสี่ยงพร้อมๆ กัน ก็ทำให้ค่าขึ้นแข็งค่าขึ้นไปอีก ดังนั้นแนวโน้มค่าเงินบาท ก็ยังแข็งค่าต่อไป เพราะสภาพคล่องล้น นักลงทุนนำเงินเข้ามาเก็งกำไรกัน จึงเชื่อว่าค่าเงินบาทที่ระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ คงไม่ได้เห็นกันแล้ว"

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่า ธปท.คงต้องติดตามดูแลใกล้ชิด และการใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ย คงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้ เพราะสาเหตุของเงินบาทแข็งค่า เกิดจากมีเงินไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ปัจจัยที่สำคัญในการผลักดันให้เติบโตได้ดี เป็นเรื่องของการลงทุนในประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของโลกเริ่มมีทิศทางที่ดีเช่นกันทั้งยุโรปและสหรัฐ มีความเสี่ยงลดลงหากเทียบกับปีก่อน

"ศุภวุฒิ"คาดเงินไหลเข้าอย่างน้อย2ปี

ด้าน นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ดอกเบี้ยอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เป็นตัวดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้าในประเทศก็จริง แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่ดึงดูดด้วย เช่น เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในขณะนี้ที่ถูกผลักดันให้นักลงทุนกล้าที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงขึ้น (Risk on) ตลอดจนการเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังมีอยู่พอประมาณ

ปัจจัยเหล่านี้น่าจะเป็นตัวกดดันให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ทาง บล.เมอร์ริล ลินช์ ที่เป็นพันธมิตรของ บล.ภัทร ประเมินว่า ค่าเงินบาทไทยมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์ได้ในปลายปีนี้ และอาจเห็นเงินบาทแตะระดับ 27 บาทต่อดอลลาร์ได้ในปีหน้า

"เวลานี้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกทำ คือ กดดอกเบี้ยต่ำ แล้วพิมพ์เงินออกมาเยอะๆ คำถาม คือ เราจะตั้งดอกเบี้ยให้สูงกว่าเขาได้หรือไม่ และทำไปแล้วจะมีความเสี่ยงว่าจะมีเงินทุนไหลเข้ามาหรือไม่ เพราะเราเป็นประเทศเศรษฐกิจเล็กและเปิด มันมีความเสี่ยงตลอดเวลา ถ้าเขามองเศรษฐกิจเราดี ดอกเบี้ยน่าสนใจ เงินก็จะยิ่งไหลเข้ามามาก"นายศุภวุฒิ กล่าว

สวค.เผยบาทแข็งไม่เกิน3%ไม่น่าห่วง

ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) กล่าวว่าการที่เงินบาทแข็งค่า น่าจะทำให้บริษัทส่งออกได้รับผลกระทบระยะสั้น แต่ระยะยาวคงต้องพิจารณาอีกครั้ง และเชื่อว่า ธปท.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดูแลได้ โดยมองหากค่าเงินบาทแข็งค่าไม่เกินระดับ 3% ก็มองว่าไม่น่าเป็นห่วง

"ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราเติบโต 5-5.5% และอัตราเงินเฟ้อก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 3% ขณะที่ตัวเลขการส่งออกจะเติบโต 6-7% และการค้าแถบชายแดนเป็นกำลังซื้อแฝงที่จะช่วยผลักดันให้เติบโตได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากรัฐ มีการลงทุนขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาทเกิดขึ้นอาจทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจำนวนมากแต่ไม่อยากให้ตื่นตระหนกเพราะต่อไปเมื่อทุกอย่างเข้าที่ การลงทุนครั้งนี้จะสามารถผลักดันให้จีดีพีโตได้ถึง 6%" นายคณิศ กล่าว

แนะรัฐเร่งลงทุน-หั่นประชานิยม

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า ประเทศไทยคงหนีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลเข้าไม่พ้นอย่างแน่นอน เพราะเวลานี้ธนาคารกลางประเทศหลักทั่วโลกพิมพ์เงินออกมารวมๆ กันแล้วสูงกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งการจัดการปัญหาในขณะนี้ยังเป็นเพียงการตามแก้ปัญหาเท่านั้น ยังขาดการดำเนินการในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ

"จะเห็นว่าตอนนี้มีหลายเรื่องเข้ามากระทบผู้ประกอบการของไทยค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องค่าแรง 300 บาท ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น แต่การแก้ปัญหาของเราก็เป็นแบบการตามแก้ ยังไม่เห็นการจัดการแบบบูรณาการ" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

สิ่งที่เป็นห่วงมากสุดในเวลานี้ คือ งบในการลงทุนของภาครัฐมีน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับโครงการประชานิยม และถ้าดูตัวเลขการลงทุนของประเทศไทย ยังเป็นเพียงประเทศเดียวที่สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปี 2540 ประเทศไทยเคยมีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 70% ของจีดีพี

"สิ่งที่จะช่วยได้ คือ รัฐบาลควรต้องตัดงบรายจ่ายประจำออก โดยเฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับประชานิยม เพราะทำให้งบที่เหลือไปใช้เพื่อการลงทุนมีน้อยลง"นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

คาดบาทปีนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.7

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น จากปัจจัยฐานในปีที่แล้วขยายตัวในอัตราต่ำ ซึ่งเป็นผลจากปัญหาอุทกภัย ประกอบกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งการใช้จ่ายภายในประเทศและการส่งออก รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูงมาก

ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า ในไตรมาส 4 ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 15.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัวติดลบ 8.9% และเมื่อรวมกับ 3 ไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 2.6% จะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยทั้งปีอยู่ที่เป้าหมายเดิม คือ 5.7%

การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 นั้น สศค.ยังประเมินที่ 5% ภายใต้สมมติฐานที่มูลค่าการส่งออกขยายตัว 10% ขณะที่มองการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต้นปีนี้ ยังไม่กระทบต่อมุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะเงินบาทยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ สศค.ประเมินไว้ สศค.จะประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีอีกครั้งในเดือนมี.ค. นี้

"จีดีพีในปีนี้ สศค.ยังมองที่ 5% แม้ว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้มากกว่าที่ประมาณการไว้ โดยปีนี้เรามองว่าบาทต่อดอลลาร์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 30.7 หรือ มีช่วงคาดการณ์ที่ 29.70- 31.70 ทำให้ยังไม่ได้ปรับประมาณการจีดีพี" นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ เหตุที่ประเมินว่า การส่งออกยังสามารถขยายตัวได้ดี เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ประเมินว่า ยังมีการเติบโตที่ 3.7%

สำหรับค่าเงินบาทในขณะนี้ค่อนข้างผันผวน แต่ยังเคลื่อนไหวตามภูมิภาค เพราะเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐและยุโรปยังมีปัญหา และทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในเอเชีย รวมทั้งไทยด้วย แต่เมื่อใดที่ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าวมีมากขึ้น เงินทุนก็พร้อมที่จะไหลกลับ

ดังนั้น ทิศทางสถานการณ์เงินบาทก็ค่อนข้างจะผันผวน ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมที่จะรองรับ โดยแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงกดดัน คือ การเร่งลงทุน

ทั้งนี้ โมเดลที่ สศค.นำมาคำนวณผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ คือ กรณีเงินบาทแข็งค่า 1% จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.3% ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกลดลง 0.4% แต่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.2%

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

เล่นหุ้นตามกระแส


เล่นหุ้นตามกระแส :ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้วในช่วงที่ผมเรียนปริญญาเอกทางด้านการเงินที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ทฤษฎีที่มาแรงที่สุดในขณะนั้นก็คือ Efficient Market Hypothesis หรือทฤษฎี ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบอกว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดทุกตัวนั้นเป็นราคาที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่มีตัวไหนถูกหรือแพง หุ้นตัวไหนจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ในระยะยาวแล้ว หุ้นโดยเฉลี่ยก็จะโตไปตามตลาดซึ่งก็อาจจะให้ผลตอบแทนรวมประมาณปีละซัก 10% โดยเฉลี่ย ดังนั้น การใช้ข้อมูลอะไรมาวิเคราะห์พิจารณาเลือกซื้อหุ้นจึงไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นอย่างที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้ เช่นเรื่องของแนวรับ แนวต้าน ข้อมูลกราฟราคาหุ้นย้อนหลัง 90 วัน 270 วัน หรือเส้นกราฟที่เรียกว่า Head and Shoulder ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่าเป็นรูปแบบที่ราคาหุ้นจะวิ่งไปเป็น 3 ช่วงที่เหมือนกับหัวไหล่ข้างซ้าย ศีรษะ และหัวไหล่ข้างขวา พูดง่าย ๆ นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเชื่อว่าราคาหุ้นในอดีตนั้น สามารถบอกถึงทิศทางราคาหุ้นในอนาคตได้

นักวิชาการที่เชื่อในทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพในขณะนั้น ได้ทดลองใช้ข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลังพิสูจน์และก็พบว่าราคาหุ้นนั้น เคลื่อนไหวไปอย่าง ไร้ทิศทางราคาของหุ้นในวันนี้ไม่ได้มีอะไรสัมพันธ์กับราคาหุ้นในวันก่อน เส้นกราฟราคาหุ้นก็ไม่มีรูปแบบหรือแบบแผนที่แน่นอน แนวรับแนวต้านต่าง ๆ นั้นไม่มีจริง ยิ่งรูปแบบที่เป็น ไหล่ ศีรษะ ไหล่นั้น เป็นเส้นที่เกิดจาก จินตนาการเหมือนกับการดูก้อนเมฆ หรือถ้าเป็นคนไทยก็อาจจะเป็นเหมือนการหาตัวเลขจากขี้เถ้าของธูปที่ขดตัวไปมา ว่าที่จริง มีเรื่องเล่าว่าศาสตราจารย์คนหนึ่งลงทุนใช้คอมพิวเตอร์วาดกราฟราคาหุ้นแบบเดาสุ่มออกมา เสร็จแล้วก็หลอกให้นักศึกษาในชั้นเรียนทางด้านเทคนิควิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นจะไปทางไหนซึ่งนักศึกษาต่างก็ใช้เทคนิคต่าง ๆ วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะว่าหุ้นตัวนี้กำลัง ฟอร์มตัวอยู่ในช่วงไหนและจะไปอย่างไรทั้ง ๆ ที่เส้นกราฟนั้นเกิดขึ้นแบบเดาสุ่มจากคอมพิวเตอร์ และนั่นก็เป็นการ ปิดฉากของการวิเคราะห์แบบเทคนิคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้านั้น

แต่เรื่องของการเล่นหุ้นนั้น ก็คงจะคล้าย ๆ กับทฤษฎีทางสังคมอื่น ๆ ที่มี วัฏจักรและมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เราเคยเห็นหุ้นตัวใหญ่มาแรง แล้วบางช่วงหุ้นตัวเล็กก็ให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว บางช่วงหุ้นโตเร็วมาแรงแต่บางช่วงหุ้น Value ก็มาแรงกว่า การ พลิกผันหรือเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นนั้นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีในช่วงเวลาหนึ่งนั้น เมื่อคนรู้มากเข้ากลยุทธ์นั้นก็จะได้ผลน้อยลงและอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป คล้าย ๆ กับว่า ความสำเร็จมักจะทำลายตัวเองและนี่ก็นำมาสู่การกลับมาของกลยุทธ์ทางเทคนิคที่เริ่มมีการค้นพบว่า บางทีราคาหุ้นในอดีตก็อาจจะพอบอกถึงราคาที่หุ้นจะไปในอนาคตได้ กลยุทธ์ที่ว่านี้ก็คือ การเล่นหุ้นโดยดูจาก Momentum หรือที่ผมจะใช้คำว่า เล่นหุ้นตามกระแส

ในช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมาในตลาดสหรัฐและประเทศอื่น ๆ มีการค้นพบใหม่ว่า หุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นแรง ๆ ในช่วงประมาณหนึ่งปีหรือหกเดือนนั้น มักจะมี Momentum หรือมี แรงเฉื่อยที่มันจะวิ่งต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 3 ถึง 6 เดือน หรืออาจจะถึงหนึ่งปี เพราะฉะนั้น ถ้าเราเล่นหุ้นเก็งกำไรอย่างสั้น ๆ เราก็สามารถลงทุนโดยทำเป็นพอร์ตหุ้นที่ซื้อหุ้นที่มีราคาวิ่งแรงที่สุดในช่วงเวลาที่กล่าว เสร็จแล้วก็ขายหลังจากที่ถือไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง ผลการศึกษาที่ให้ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาแล้วถือไว้เป็นเวลา 3 เดือนให้ผลตอบแทนมากกว่าปกติถึง 10% ต่อปีเหนือกว่าตลาดซึ่งถือว่าสูงมาก เช่นเดียวกัน เราอาจจะเลือกหุ้นที่วิ่งแรงที่สุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา แล้วก็ถือไว้ต่ออีก 6 เดือน นี่ก็ให้ผลตอบแทนที่งดงามเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าถือหุ้นต่อไปอีก 3-5 ปี ผลตอบแทนกลับจะถดถอยลง ดังนั้น กลยุทธ์ในการเล่นหุ้นตามกระแสจึงไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ว่าที่จริง มีการศึกษาว่าถ้าเราซื้อหุ้นที่วิ่งขึ้นมาแรงติดต่อกัน 3 ปี แล้วถือยาวต่อไปอีก 3 ปี ผลตอบแทนที่ได้กลับเป็นลบ และทั้งหมดนี้ก็เป็นการขัดแย้งกับทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพที่บอกว่าราคาหุ้นในอนาคตไม่สามารถคาดการณ์ได้

คำอธิบายว่าทำไมหุ้นที่ขึ้นมาแรงแล้วจึงมีโอกาสวิ่งต่อไปได้มากกว่าที่จะนิ่งหรือลง คำตอบก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก อาจจะเป็นไปได้ว่าหุ้นที่ขึ้นแรงนั้น เป็นหุ้นที่ไม่ใคร่มีคนสนใจวิเคราะห์ติดตามหรือมีสภาพคล่องต่ำ เวลาที่หุ้นขึ้นไปแรง ๆ คนที่ถือหุ้นไว้โดยเฉพาะที่เป็นรายย่อยอาจจะรีบขายออกไปก่อนทำให้ราคาไม่ขึ้นไปแบบม้วนเดียวจบ แต่เมื่อราคาขึ้นไปคนอาจจะสนใจมากขึ้นและเข้ามาวิเคราะห์และอาจจะพบว่าพื้นฐานกิจการกำลังดีขึ้นมากและดังนั้นจึงเข้ามาซื้อมากขึ้นและทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปอีก กระบวนการนี้อาจจะใช้เวลา อาจจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวหุ้นจึงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากนั้น คนจำนวนมากหรือส่วนใหญ่อาจจะรู้ข้อมูลหมดแล้ว บางคนอาจจะเริ่มเห็นว่าราคาที่ขึ้นไปนั้นสูงเกินพื้นฐานแล้วเนื่องจากหุ้นตัวนั้นมีการ เก็งกำไรกันอย่างหนัก ดังนั้นเขาจึงเริ่มขาย นักลงทุนคนต่อมาก็อาจจะเห็นเหมือนกันก็เริ่มจะขายในขณะที่คนที่จะซื้อเริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ และนี่ทำให้การถือหุ้นที่ขึ้นมาแรงนานเกินไปโดยเฉพาะคนที่เข้ามาทีหลังขาดทุน ส่วนคนที่ออกไปก่อนในเวลาที่เหมาะสมทำกำไรได้งดงามในหุ้นที่ไม่ใคร่มีคนสนใจติดตาม

ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น ผมไม่แน่ใจว่ากลยุทธ์เล่นหุ้นตามกระแสหรือตามโมเมนตัมใช้ได้ดีแค่ไหนแม้ว่าโดยส่วนตัวจากการสังเกตในช่วงเร็ว ๆ นี้ ผมรู้สึกว่าหุ้นจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นตัวเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำมี กระแสที่แรงมาก ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าที่เป็นอย่างนั้นทั้งหมดเป็นเรื่องของกลไกตลาดตามปกติหรือจะมีการ ปั่นกระแส ผสมโรงด้วยหรือไม่ ผมเพียงแต่รู้ว่าคนที่ จับกระแสได้ถูกต้อง นั่นก็คือ เข้าและออกได้ถูกเวลา น่าจะสามารถทำกำไร มโหฬารในขณะที่คนที่เข้าออกผิดเวลานั้นกลับขาดทุนอย่างหนัก นอกจากนั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้ในตลาดหุ้นต่างประเทศจำนวนมากที่ให้ใช้หุ้นที่วิ่งแรงมาแล้วหนึ่งปีหรือหกเดือนและขายในช่วง 3 เดือนหรือ 6 เดือนตามลำดับนั้น ใช้ได้กับตลาดหุ้นไทยไหม ดังนั้น คนที่สนใจจะเล่นหุ้นตามกระแสก็ต้องทดลองและ เสี่ยงกันเอง

อาจจะมีคำถามว่าถ้าจะเล่นหุ้นตามกระแสแต่อยากจะลดความเสี่ยงโดยการเล่นเฉพาะหุ้นตัวใหญ่เช่นหุ้นใน SET 50 จะได้หรือไม่? คำตอบของผมก็คือ ได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม การศึกษาในตลาดหุ้นต่างประเทศก็บอกว่า ผลตอบแทนก็จะน้อยลง หรือพูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นที่มีนักวิเคราะห์ติดตามมาก ซึ่งมักเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง ราคาก็อาจจะวิ่งต่อไปไม่มากนักแม้ว่ายังจะบวกอยู่

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะแนะนำหรือเชียร์ให้เล่นหุ้นตามกระแส เพราะโดยหลักการแล้ว คงไม่มีอะไรที่จะทดแทนหรือดีกว่าการวิเคราะห์หุ้นอย่างลึกซึ้งและพิจารณาลงทุนตามหลักการแบบ VI ที่ผมเห็นว่าดีและปลอดภัยที่สุดในระยะยาว เพราะการลงทุนแบบใช้กฎเกณฑ์ที่ตายตัวนั้น อาจจะเปลี่ยนไปเมื่อไรก็ได้ดังนั้นในวันที่เราใช้มันอาจจะ ล้าสมัยไปแล้วก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ อีกครั้ง ความสำเร็จแบบง่าย ๆ ในตลาดหุ้นนั้น มักจะทำลายตัวเอง

****************************

เล่นหุ้นตามกระแส

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

ที่มา : http://portal.settrade.com/blog/nivate/2012/09/10/1171

ขอบคุณแหล่งข้อมูลครับ

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

Super Stock



ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investor ในเมืองไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์  แต่น้อยคนที่จะทำตามวิธีการลงทุนของเขาที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดในราคาที่ยุติธรรมหรือที่เรียกกันว่า  Super Stock  เหตุผลคงเป็นว่า  ข้อแรก  Value Investor ในตลาดหุ้นไทยนั้นค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของ ราคาซึ่งเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของการลงทุนแบบ Value Investment ที่เสนอโดย เบน เกรแฮม  ในขณะที่  คุณภาพของกิจการนั้น  นักลงทุนคิดว่าเป็น  ตัวประกอบ”  พูดง่าย ๆ  ถ้าราคาหุ้น ไม่ผ่าน”   ก็ไม่ต้องดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร  ข้อสอง  เหตุที่นักลงทุนไม่ชอบลงทุนในหุ้น Super Stock นั้น  เพราะไม่รู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยม  ถ้าจะว่าไป  หลายคนก็ยังสงสัยว่าในเมืองไทยนั้นมีหุ้นที่เรียกได้ว่าเป็น Super Stock แบบในสหรัฐอเมริกาจริง ๆ  หรือเปล่า   และสุดท้ายก็คือ  Value Investor อาจจะคิดว่า  การหาหุ้นถูกซื้อแล้วขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปหาหุ้นถูกตัวใหม่น่าจะสร้างผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้น Super Stock แล้วถือยาวแบบ บัฟเฟตต์

ผมคงไม่ถกเถียงว่าการลงแนวไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน  แต่จะพยายามตอบคำถามว่าจะมองหาหุ้นที่เรียกว่า Super Stock อย่างไร  และต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่

ข้อแรก  Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า  Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก  โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ  อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น  และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้  เรื่องของ DCA นี้  บ่อยครั้ง  นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด  เอา  ความได้เปรียบชั่วคราว”  มาเป็นความได้เปรียบที่ ยั่งยืน

ข้อสอง  หุ้นสุดยอดนั้น  จะต้องอยู่ในช่วงของ  Virtuous Circle  หรือ วงจรแห่งความรุ่งเรือง”  นั่นก็คือ  ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น   ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก  เช่นต้นทุนลดลงไปอีก  ในเวลาเดียวกัน  สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น  เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก  นั่นคือ  ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก  และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ ยึดครองตลาดนั้นได้  พูดง่าย ๆ  เราสามารถมองคร่าว ๆ  ได้ว่าในอนาคตระยะยาว  บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก  และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ข้อสี่  การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก  คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน  กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า

ข้อห้า  บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก  หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี

ข้อหก  บริษัทมี  Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก  และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น

ข้อเจ็ด  ผู้บริหารมักจะ  เก่งและได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก  พนักงานของบริษัทมักจะ ดีและมี ความสุขเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ  ไป

ข้อแปด  หุ้น  Super Stock นั้น  มักจะไม่เคยมีราคา  ถูกยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ   ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต  และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด  เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า

ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock  แน่นอนใน Super Stock เองก็มีดีกรีที่ไม่เท่ากัน  บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง   และที่ชัดเจนก็คือ  บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก  อย่างไรก็ตาม  มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย  ดังนั้น  เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน

Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock  แต่การเรียนรู้เรื่องของ  คุณสมบัติของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น  ตัวประกอบ”  ในการเลือกหุ้นลงทุน  นั่นก็คือ  หลังจากพบหุ้นที่  ราคาถูก”  เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว  ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน  ถ้าทำได้แบบนี้  ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ  สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า  ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด  แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท

==
ที่มา:
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/ceo-blogs/nives/20100202/98332/In-Search-of-Super-Stock.html

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 นิสัยช่วยให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน


"พฤติกรรม" และ "นิสัย" เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็น"เศรษฐี"ได้ ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล "ความยากจน" ให้กับคุณได้เหมือนกัน

หากคุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่างตัวหน่อย ก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน
ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว

ถ้าอย่างนั้นมีนิสัยอะไรบ้าง ที่ช่วยเนรมิตความเป็นเศรษฐีให้คุณ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 8 นิสัยที่ช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ไม่ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้ เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8 นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน" ลองสำรวจตัวเองดู บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้

บางคนอาจจะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้ หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ข้อจากนี้ไป เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง

1. หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

ใครก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง เพราะคนที่หาเงินได้มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี"

เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมาก บางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่

แต่สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"วิเชฐ ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้ แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป เมื่อมีรายได้เข้ามา แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล

2. มีแผนและทำตามแผน

เศรษฐีเงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญ ส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย

"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทย มองว่า เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ ออมเงินก่อนหรือ Pay Yourself First โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

การมีวินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว

วิเชฐเห็นด้วยกับข้อนี้ ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน ฉะนั้น ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี

3. ทำงานหาเงินให้มากขึ้น

ความหมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น
นี่คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี จะสังเกตเห็นได้ว่า ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งไม่หยุดทำงาน ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น
เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง เรียกว่าทำเงินได้ 2 เด้ง

4. เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง

กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร

บางคนยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร

เรื่องนี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา ลุยโคลนได้หรือไม่

ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้ ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย

"ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่ รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ "

วิเชฐเสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ควรจะทำอย่างยิ่ง นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้

5. กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย แต่เหนืออื่นใด ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง

ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

"เพราะความเสี่ยงในระดับสูง ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้ คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า ความเสี่ยงแค่นี้ เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี "

6.มีความอดทน&สติซ่อนอยู่ในการลงทุน

สังเกตมั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน

ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟังว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้ การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา

หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรคที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน

วิเชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ เขาควรตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ หรือหาจังหวะเข้าลงทุน

7.ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม

กลุ่มคนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้ ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้างความร่ำรวยโดยลำพัง

"ลองสังเกตดูสิ คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ

8.รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้

นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้ เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

ดารบุษป์บอกว่าการวางแผนการลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัวเราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้ เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้ จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน
"ผมว่านิสัยเหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์ แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย

ใน 8 นิสัยเหล่านี้ ลองถามไถ่ตัวเองดูซิว่ามีกี่ข้อ ถ้ามีครบ 8 เตรียมสะกดคำว่าเศรษฐีรอไว้ได้เลย แต่ถ้าไม่มีสักข้อ ก็ยังไม่สายเกินไปค่อยๆ บ่มเพาะนิสัยเหล่านี้กันใหม่ได้
ขอขอบคุณ คุณดารบุษป์ ปภาพจน์

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล: www.stock2morrow.com
http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=39314&s=3e3ab808bd2805c7f8d4858d8d8d02f5

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีการเลือกซื้อกองทุน LTF


ซื้อกองทุน LTF อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ความนิยมในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี2553 ที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนในกองทุน LTF สูงถึง 129,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ51.56% ประโยชน์หลักของการลงทุนกองทุน LTF คือการลดหย่อนภาษี และกำไรจากการลงทุน แต่ใช่ว่า การลงทุนในกองทุน LTF จะเหมาะกับทุกคน เพราะการลงทุนในกองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นการลงทุนในกองทุนหุ้น นักลงทุนจึงมีโอกาสขาดทุนได้ บทความฉบับนี้จึงขอแนะนำวิธีการลงทุนกองทุน LTF ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดค่ะ

พิจารณาฐานภาษีสูงสุดของคุณว่าอยู่ที่เท่าไร

หลักการคิดจำนวนเงินที่จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนกองทุน LTF คือ

ยอดเงินลงทุน (ไม่เกิน 15% ของรายได้ หรือ 500,000 บาท) x ฐานภาษีสูงสุด

ยกตัวอย่างเช่น คุณมีฐานภาษีสูงสุด 20% และซื้อกองทุน LTF เป็นเงิน 50,000 บาท ดังนั้น คุณจะสามารถลดหย่อนภาษีจากการลงทุนครั้งนี้ได้ 10,000 บาท (ทั้งนี้ ยอดเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีอาจน้อยกว่า 10,000 บาท หากรายได้ที่ตกในฐานภาษี 20% เป็นเงินน้อยกว่า 50,000 บาท) ดังนั้น คนที่มีฐานภาษีอยู่ในระดับสูงจะได้รับประโยชน์จากการซื้อกองทุน LTF เป็นอย่างมาก เสมือนซื้อหุ้นได้ถูกกว่าคนอื่น เช่น หากคุณ ซึ้อกองทุน LTF ที่ดัชนี 1,000 จุด และฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 30%ต้นทุนในการซื้อกองทุนของคุณจะเสมือนซื้อที่ดัชนี 700 จุด ในทางตรงกันข้าม หากฐานภาษีสูงสุดของคุณอยู่ที่ 10% คุณจะสามารถซื้อหุ้นที่ดัชนี 900 จุด ดังนั้น ในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก การซื้อกองทุน LTF ของผู้ที่มีฐานภาษีสูงสุดที่ 10% อาจไม่คุ้มค่า เนื่องจาก เมื่อคุณถือกองทุนครบ 5 ปีปฏิทิน และต้องการขาย คุณมีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนครั้งนี้ เพราะต้นทุนในการลงทุนของคุณอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น หากฐานภาษีสูงสุดของคุณอยู่ที่ 10% ก่อนซื้อกองทุน LTF อย่าลืมตรวจสอบภาวะตลาดหุ้นว่า อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง หากดัชนีปรับตัวสูงขึ้นมามากและโอกาสปรับขึ้นได้ต่อมีน้อย ขอแนะนำให้ชะลอการซื้อกองทุน LTF ไปก่อนค่ะ

ทยอยซื้อกองทุน หรือซื้อก้อนเดียวปลายปีดีกว่ากัน

นักลงทุนหลายคนนิยมซื้อกองทุน LTF ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ มักจะจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจในช่วงนั้น และนักลงทุนสามารถนำเงินโบนัสที่ได้ในช่วงปลายปีมาซื้อได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนในการซื้อกองทุน LTF มากขึ้น ดังนั้น พวกของสมนาคุณที่คุณได้รับมีโอกาสไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ขอแนะนำให้ลงทุนแบบทยอยซื้อดีกว่าค่ะ แต่จะทยอยซื้ออย่างไรนั้น สามารถแบ่งตามประเภทของนักลงทุนได้ 2 แบบค่ะ

1. มีเวลาติดตามสภาวะตลาด หากคุณเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การลงทุนในหุ้น และมีเวลาติดตามสภาวะตลาดแล้ว แนะนำให้ทยอยซื้อ เมื่อดัชนีหุ้นอ่อนตัวลงค่ะ

2. ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาด หากคุณงานยุ่งจนไม่สามารถติดตามภาวะตลาดหุ้นได้ แนะนำให้ลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging หรือซื้อแบบเฉลี่ยราคา เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งมีบริการหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อัตโนมัติ เพื่อลงทุนในกองทุน LTF จะช่วยให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นค่ะ

ศึกษาข้อมูลกองทุน LTF ต่างๆ ก่อนเข้าลงทุน

ปัจจุบัน กองทุน LTF ในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 52 กองทุน จาก 20 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดังนั้น การเลือกซื้อกองทุน LTF คงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คน ขอแนะนำเทคนิคในการซื้อกองทุน LTF ดังนี้

1. เลือกนโยบายการลงทุน กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ดังนั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนมักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามภาวะตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นลง คุณสามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ระบุว่าลงทุนในหุ้นไม่เกิน 70% หรือ 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน หรือเลือกกองทุนที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Short Futures) ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าหน่วยลงทุนไม่แกว่งตัวตามการขึ้นลงของตลาดหุ้น

2. เลือกนโยบายการจ่ายเงินปันผล กองทุน LTF มีทั้งแบบจ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล หากคุณเลือกแบบจ่ายเงินปันผล คุณมีโอกาสได้รับผลตอบแทนระหว่างการลงทุน แต่เงินปันผลที่ได้รับจะต้องเสียภาษี ซึ่งสามารถเลือกว่าจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำมารวมคำนวณในการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี โดยขอแนะนำให้เลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ดีกว่าค่ะ เนื่องจาก หากคุณเลือกมารวมคำนวณในการยื่นภาษีเงินได้ คุณจะต้องเสียภาษีในอัตราที่เป็นฐานภาษีสูงที่สุดของคุณ ซึ่งมีโอกาสมากกว่า10% ค่ะ

3. เลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดี เมื่อเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตนเองแล้ว การเลือกกองทุนที่จะลงทุนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากค่ะ โดยผลการดำเนินงานย้อนหลังจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานย้อนหลังที่ดีไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันได้ว่า กองทุนจะมีผลงานที่ดีเสมอไป ดังนั้น หลังจากที่ลงทุนกองทุน LTF ไปแล้ว คุณควรติดตามผลงานของกองทุนที่คุณถือว่ามีผลงานที่ดี เมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ หรือไม่ หากผลการดำเนินงานไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณสามารถสับเปลี่ยนไปยังกองทุน LTF อื่นได้ในภายหลังค่ะ สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน LTF คุณสามารถตรวจสอบได้จากเวบไซต์ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน: www.aimc.or.th

การซื้อกองทุน LTF แม้ว่าจะสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้ แต่การลงทุนในกองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้น ดังนั้น หากคุณไม่สามารถรับความเสี่ยงระดับสูง แต่ต้องการลดหย่อนภาษี คุณสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลื้ยงชีพ (RMF) หรือประกันชีวิต ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าแทนได้ค่ะ

โดย : ปานตา ฉัตรมาศ
ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย